แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 32
1
มือถือ Xiaomi เสียวหมี่ Xiaomi 14 (12GB/512GB)
29,990 บาท 

เสียวหมี่ Xiaomi 14 (12GB/512GB)
Xiaomi 14 อัปเกรดขึ้นแบบก้าวกระโดด ขนาดหน้าจอกำลังดีที่ 6.36 นิ้ว ในดีไซน์ขอบจอบางพิเศษ เลนส์ออปติคอล Summilux จาก Leica มีรูรับแสงขนาดใหญ่ ภาพถ่ายจึงดูใสขึ้น สว่างขึ้น และชัดยิ่งขึ้น เซ็นเซอร์ Light Fusion 900 ที่ปรับมาอย่างดีเพื่อให้ช่วงไดนามิกสูง 13.5EV แพลตฟอร์มมือถือ Snapdragon® 8 Gen 3 มาพร้อมประสิทธิภาพด้านพลังงานระดับแนวหน้า

รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น                  เสียวหมี่ Xiaomi 14 (12GB/512GB)
   ราคากลาง               29,990 บาท
   จำนวนซิม                2 ซิม (Nano Sim)
   แบบดีไซน์                จอสัมผัส
   สี                          White, Black, Green(Jade Green)
   ความถี่-เครือข่าย
2G(GSM: B2/3/5/8)
3G(UMTS: B1/2/4/5/6/8/19)
4G(LTE TDD: B38/39/40/41/42/48 LTE FDD: B1/2/3/4/5/7/8/12/13/17/18/19/20/25/26/28/32/66)
5G(n1/2/3/5/7/8/20/25/28/38/40/41/48/66/75/77/78)

   ขนาด-น้ำหนัก                       ยาว 152.8 x กว้าง 71.5 x หนา 8.2 มม., น้ำหนัก 193 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน (ROM)       512 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด         -
   แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ           ความจุแบตเตอรี่ 4,610 mAh

จอแสดงผล
   ชนิดจอ                  จอสัมผัส (AMOLED)
   ความละเอียด           6.36 นิ้ว, 460 ppi, 1,200 x 2,670 px
   รายละเอียดอื่น
LTPO, AdaptiveSync Pro
อัตรารีเฟรช: ไดนามิกตั้งแต่ 1-120Hz
ความไวตอบสนองการสัมผัส: สูงสุด 240Hz
*ความไวตอบสนองการสัมผัสอาจแตกต่างกันออกไปตามเนื้อหาบนหน้าจอ
ประเภทวัสดุ OLED: แผงจอ C8 ที่ปรับโดย Xiaomi
ความสว่าง: HBM 1000 nits (typ), ความสว่างสูงสุด 3000 nits
จอแสดงผล HDR ระดับโปร
Dolby Vision®
HDR10+
6.8 หมื่นล้านสี
ช่วงสี: DCI-P3
หน้าจอ TrueColor
สีสันที่ปรับอัตโนมัติ
สีดั้งเดิม PRO
โหมดอ่านหนังสือ
การหรี่ไฟ DC
ได้รับการรับรองแสงสีฟ้าต่ำจาก TÜV Rheinland (ฮาร์ดแวร์โซลูชัน)
ได้รับการรับรองความไร้ซึ่งแสงกะพริบจาก TÜV Rheinland
ได้รับการรับรอง Circadian Friendly จาก TÜV Rheinland

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด                    กล้องหลัง (50 Mpx), กล้องหน้า (32 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                                 -

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)               Snapdragon 8 Gen 3
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)        Qualcomm Adreno GPU
   หน่วยความจำ (RAM)                  12.0 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก                   USB(Type-C), Bluetooth, NFC, Wi-Fi
   ระบบรับส่งข้อความ                         -
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต                 3G, WiFi, 4G, 5G

2
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ







3
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในโรงงานอุตสาหกรรม
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”


สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/



4
ปล่อยรถผู้บริหาร Mercedes Benz CLS 220d AMG Premium ปี 2024 ฟรีประกันชั้น 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ Mercedes-benz CLS-Class CLS 200 d AMG Premium
Mercedes-Benz CLS 220 d AMG Premium โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Diamond-pattern grille อันเป็นเอกลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ไฟหน้าออกแบบให้มีเหลี่ยมมุมสอดรับกับกระจังหน้าอย่างลงตัว หลังคาซันรูฟ เปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตดีไซน์สปอร์ต ล้ออัลลอยสปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ขนาด 19 นิ้ว ภายในหรูหราเรียบง่าย พร้อมจัดวางเบาะที่นั่งให้เป็นแบบ 5 ที่นั่งเป็นครั้งแรก

Mercedes-Benz CLS 220 d AMG Premium มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ แถวเรียง พร้อมเทอร์โบคู่ และอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 1,950 ซีซี แรงม้าสูงสูดที่ 194 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ถ่ายทอดผ่านเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC ) อันทรงประสิทธิภาพ

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 20 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
Warranty ถึง 2027
ประกันชั้น 1, เคลือบแก้ว

ราคาพิเศษ 2,990,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์                Mercedes-benz
   รุ่น                     เมอร์เซเดส-เบนซ์ Mercedes-benz CLS-Class CLS 200 d AMG Premium
   ประเภทรถ            รถเก๋ง 4 ประตู
   ปีที่เปิดตัว            2024



5
จัดฟันบางนา: ฟันโยก อันตราย ควรรับมืออย่างไร ?

เชื่อว่าหลายๆท่านต้องผ่านเหตุการณ์ฟันโยกมาแล้วทุกท่าน เนื่องจากว่าฟันโยกนั้นมีทั้งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในช่วงวัยเปลี่ยนผ่านจากฟันน้ำนมเป็นฟันแท้ซึ่งไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด แต่ฟันโยกอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากอาการผิดปกติในช่องปากไม่ว่าจะเป็น เหงือก หรือ ฟัน อันนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสัญญาณที่อันตราย ซึ่งควรที่จะได้รับการรักษาหรือแก้ไข ไม่เช่นนั้นท่านอาจจะต้องสูญเสียฟันแท้ที่สวยงามและแข็งแรงตามธรรมชาติไปนั่นเอง

ซึ่งในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับฟันโยกให้มากขึ้น เพื่อให้ท่านได้ทราบถึงสาเหตุเป็นสัญญาณเตือนท่านไปด้วยในตัว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ฟันโยก คืออะไร ?

ฟันโยก ก็คือ อาการฟันคลอนซึ่งมีลักษณะใกล้จะหลุดออกจากเหงือกสามารถขยับไปมาได้ ถือได้ว่าเป็นธรรมชาติหากเกิดขึ้นกับเด็กที่กำลังจะมีฟันแท้ แต่เป็นสัญญาณเตือนความผิดปกติของช่องปากที่สำคัญสำหรับผู้ใหญ่ที่มีฟันแท้ครบแล้วทั้ง 32 ซี่ ซึ่งหากว่าพบอาการฟันโยกในผู้ใหญ่ทางที่ดีที่สุดก็คือให้รีบเข้าพบทันตแพทย์ เพื่อให้ตรวจสอบวินิจฉัยถึงสาเหตุของการเกิดฟันโยกโดยเร็วที่สุด จะได้ทำการรักษาได้ทันท่วงทีนั่นเอง


ฟันโยก เกิดจากอะไร ?

ฟันโยก เกิดขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการโยกตามธรรมชาติ หรือเพราะอุบัติเหตุที่มีการกระทบกระแทกฟันรุนแรง รวมถึงช่องปากเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยมีรายละเอียดมากมายดังต่อไปนี้

– พัฒนาการตามวัย

ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กเล็กๆ สำหรับข้อนี้ไม่ต้องมีความกังวลใจใดๆ เพราะ ฟันโยกถือว่าเป็นช่วงหนึ่งของพัฒนาการตามวัยที่ฟันน้ำนมจะค่อยๆโยกและหลุดออกเพื่อเปิดช้องว่างโดยจะถูกแทนที่ด้วยฟันแท้

– การกัดฟัน

หากว่าคนที่นอนกัดฟัน หรืออาจจะกัดฟันแรงๆในเหตุการณ์ต่างๆ การกดทับที่รุนแรงของการกัดฟัน ก็สามารถที่จะทำให้เอ็นยึดปริทันต์และเนื้อเยื่อรอบๆฟันยืดขยายตัว ส่งผลให้เกิดฟันโยกและปัญหาสุขภาพอื่นๆได้ เช่น ปวดบวมตามใบหน้า ปวดศีรษะรุนแรง เป็นต้น

– โรคเหงือก

ฟันโยกอาจจะเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งของโรคเหงือกขั้นรุนแรง หรือโรคปริทันต์ ภัยร้ายแรงเกี่ยวกับเหงือกที่หลายๆท่านหวาดกลัว ซึ่งโรคปริทันต์นี้จะเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อภายในเหงือกรวมถึงเนื้อเยื่อและกระดูกใกล้เคียงกับฟันที่โยก ซึ่งโรคปริทันต์นี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในโรคที่ทำให้ฟันโยกมากที่สุด ซึ่งโรคปริทันต์เกิดจากการสะสมของเชื้อแบคทีเรียที่ฟัน บริเวณของเหงือกหรือที่เรียกว่า หินปูน

– ฮอร์โมน

ในขณะตั้งครรภ์ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนและเอสโตเจนจะอยู่ในระดับที่สูงขึ้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้เอ็นยึดติดปริทันต์ และส่วนของกระดูกที่อยู่รอบๆฟันอ่อนแอลง ซึ่งทำให้ฟันของท่านเกิดอาการโยกได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นแค่การโยกชั่วคราวเท่านั้น นอกจากจะมีโรคอื่นร่วมด้วยเช่น โรคปริทันต์

– อุบัติเหตุ

ประสบอุบัติเหตุไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ หากเป็นการกระทบกระเทือนฟันรุนแรง ก็อาจจะทำให้เกิดฟันโยกได้เช่นกัน เนื่องจากว่าการกระแทกอย่างรุนแรงนั้นจะสามารถทำให้เอ็นยึดปริทันต์และเนื้อเยื่อรอบๆฟันเกิดการยืดขยายได้มากขึ้น ทำให้เกิดฟันโยกคลอนนั่นเอง

เบื้องต้นดังที่ได้กล่าวมา ฟันโยก อาจจะเกิดขึ้นได้จากหลายๆสาเหตุ แต่ฟันโยกก็ยังถือได้ว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่คอยเตือนเรา เนื่องจากฟันโยกในวัยผู้ใหญ่ที่มีฟันแท้ครบ 32 ซี่นั้น มักจะมีโรคเหงือกและกระดูก รวมถึงเนื้อเยื่อมรอบฟันเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งหากว่าปล่อยทิ้งไว้นานโดยที่ไม่ได้ใส่ใจ ก็อาจจะทำให้แก้ไขได้ยากขึ้น หรือสุดท้ายอาจจะต้องสูญเสียฟันแท้ตามธรรมชาติไปเลยก็เป็นได้

ท้ายที่สุดนี้หากว่าท่านพบว่าฟันในช่องปากมาอาการโยก ควรที่จะรีบปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ทำการตรวจสอบวินิจฉัย เพื่อจะได้ทำการรักษาก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนยากที่จะทำการรักษาต่อไปนั่นเอง

การดูแลสุขภาพช่องปากที่สะอาดปลอยภัยก็ถือได้ว่าเป็นวิธีเบื้องต้นที่จะช่วยให้ท่านห่างไกลโรคร้ายแรงต่างๆในช่องปาก

6
ท่อลมร้อน สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้นมีหลากหลายประเภท

ท่อลมร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้นมีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในโรงงานนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ท่อลมร้อนสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. ท่อลมร้อนโลหะ

วัสดุ: ทำจากโลหะ เช่น เหล็ก สแตนเลส หรืออะลูมิเนียม

คุณสมบัติ:
มีความแข็งแรงทนทานสูง
ทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดี
ทนต่อแรงดันได้ดี
มีอายุการใช้งานยาวนาน
มีน้ำหนักมาก
ติดตั้งยากกว่าท่อลมร้อนประเภทอื่น

งานที่เหมาะสม:
งานอุตสาหกรรมหนัก เช่น โรงงานผลิตเหล็ก โรงงานปิโตรเคมี หรือโรงไฟฟ้า
งานที่ต้องการความทนทานต่ออุณหภูมิสูงและแรงดันสูง
งานที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อน

2. ท่อลมร้อนผ้าใบ

วัสดุ: ทำจากผ้าใบเคลือบสารทนความร้อน เช่น ซิลิโคน หรือ PVC

คุณสมบัติ:
มีความยืดหยุ่นสูง
น้ำหนักเบา
ติดตั้งง่าย
ราคาถูกกว่าท่อลมร้อนโลหะ
ทนต่ออุณหภูมิได้ปานกลาง
ไม่ทนต่อแรงดันสูง

งานที่เหมาะสม:
งานระบายอากาศทั่วไป
งานดูดควัน หรือไอน้ำมัน
งานที่ต้องการความยืดหยุ่นในการติดตั้ง
งานที่ไม่ต้องการความทนทานต่อแรงดันสูง

3. ท่อลมร้อนอะลูมิเนียมฟอยล์

วัสดุ: ทำจากอะลูมิเนียมฟอยล์

คุณสมบัติ:
น้ำหนักเบา
ติดตั้งง่าย
ราคาถูก
ทนต่ออุณหภูมิได้ปานกลาง
ไม่ทนต่อแรงดันสูง
ไม่ทนต่อการฉีกขาด

งานที่เหมาะสม:
งานระบายอากาศในอาคาร
งานดูดควันในครัว
งานที่ไม่ต้องการความทนทานต่อแรงดันสูงและการฉีกขาด

4. ท่อลมร้อน PVC

วัสดุ: ทำจาก PVC

คุณสมบัติ:
มีความยืดหยุ่นสูง
น้ำหนักเบา
ติดตั้งง่าย
ราคาถูก
ทนต่ออุณหภูมิได้ต่ำ
ไม่ทนต่อแรงดันสูง
ไม่ทนต่อสารเคมีบางชนิด

งานที่เหมาะสม:
งานระบายอากาศทั่วไป
งานดูดฝุ่น หรือขี้เลื่อย
งานที่ไม่ต้องการความทนทานต่ออุณหภูมิสูง แรงดันสูง และสารเคมี

การเลือกใช้ท่อลมร้อนสำหรับโรงงาน

ในการเลือกใช้ท่อลมร้อนสำหรับโรงงาน ควรพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้:

ลักษณะการใช้งาน: เลือกท่อลมร้อนให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เช่น งานระบายอากาศทั่วไป งานดูดควัน หรืองานระบายความร้อนจากเครื่องจักร
ขนาด: เลือกท่อลมร้อนที่มีขนาดเหมาะสมกับปริมาณลมที่ต้องการระบาย
ความยาว: เลือกท่อลมร้อนที่มีความยาวเหมาะสมกับการติดตั้ง
วัสดุ: เลือกท่อลมร้อนที่ทำจากวัสดุที่มีคุณภาพดี ทนทาน และปลอดภัย
ราคา: เลือกท่อลมร้อนที่มีราคาเหมาะสมกับงบประมาณ

คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรติดตั้งท่อลมร้อนให้ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต
ควรทำความสะอาดท่อลมร้อนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก
หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำในการเลือกและติดตั้งท่อลมร้อนที่เหมาะสมกับการใช้งานของโรงงาน

7
Doctor At Home: วิธีรักษาปลายประสาทอักเสบ รับมือกับอาการชาแบบง่าย ๆ ก่อนสายเกินแก้

หากมีอาการชามือหรือชาเท้าอย่าเมินเฉย ควรรีบหาวิธีรักษาปลายประสาทอักเสบ เพราะอาการชาตามปลายมือหรือปลายเท้าที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณของโรคปลายประสาทอักเสบ ซึ่งหากไม่ได้รักษาอย่างเหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวได้ อย่างไรก็ตาม โรคปลายประสาทอักเสบมีวิธีการรักษาง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำได้เองที่บ้านหลายวิธีเลยทีเดียว

โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากความเสียหายของระบบประสาทส่วนปลาย ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการชาหรือเสียวแปลบบริเวณมือหรือเท้า และอาจส่งผลต่อการทำงานของร่างกายในด้านอื่น ๆ ด้วย โรคปลายประสาทอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งโรคปลายประสาทอักเสบอาจพบในผู้ป่วยเบาหวานได้มากกว่า 50% เลยทีเดียว

4 วิธีรักษาปลายประสาทอักเสบ รับมือกับอาการชาแบบง่าย ๆ ก่อนสายเกินแก้

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือผู้ที่ทำงานในท่าเดิมซ้ำ ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคปลายประสาทอักเสบเช่นเดียวกัน
อาการหรือสัญญาณที่ควรรีบรักษาปลายประสาทอักเสบ

โรคปลายประสาทอักเสบหากไม่ทำการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เส้นประสาทส่วนปลายเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น และสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การนอนหลับ และยังอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจอีกด้วย เช่น การเกิดภาวะซึมเศร้าจากอาการของโรคปลายประสาทอักเสบที่ไม่ยอมหายไป

ผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบส่วนใหญ่มักมีอาการของโรคที่สามารถสังเกตได้ ดังต่อไปนี้

    เกิดอาการชาหรือเสียวแปลบคล้ายโดนเข็มทิ่มบริเวณปลายมือหรือปลายเท้า
    อาการชา เสียวแปลบ หรือปวดแสบปวดร้อนอาจลามขึ้นมาบริเวณแขนหรือขา
    เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะบริเวณเท้า
    สูญเสียความสมดุลของร่างกาย หรือเสียการทรงตัว
    เกิดความเจ็บปวดเมื่อทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ปวดเท้าเมื่อลงน้ำหนัก ปวดข้อมือเมื่อใช้คอมพิวเตอร์หรือมือถือติดต่อกันเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบบางรายอาจไม่แสดงอาการในเบื้องต้น จึงควรหมั่นสังเกตตัวเองอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นจะได้รับมืออย่างทันท่วงที
วิธีดูแลรักษาปลายประสาทอักเสบแบบง่าย ๆ ที่ทำได้ที่บ้าน

ผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบที่มีอาการไม่รุนแรง สามารถใช้วิธีการเหล่านี้ในการดูแลตัวเองเบื้องต้น เพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคปลายประสาทอักเสบที่เกิดขึ้นได้

1. รับประทานวิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ร่วมกัน

โรคปลายประสาทอักเสบอาจเกิดจากการได้รับวิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 จากอาหารไม่เพียงพอ การรักษาจึงจำเป็นต้องใช้วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 เสริมในปริมาณที่สูง โดยขนาดการรักษาใน 1 วันที่ผู้ป่วยควรได้รับคือ วิตามินบี 1 ประมาณ 100–300 มิลลิกรัม วิตามินบี 6 ประมาณ 100–600 มิลลิกรัม และวิตามินบี 12 ประมาณ 400–2,000 ไมโครกรัม

วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 มีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงเส้นประสาท โดยจะทำงานเสริมกันในการช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ประสาท ทำให้ระบบประสาททำงานได้เป็นปกติ จึงใช้รักษาอาการจากโรคปลายประสาทอักเสบได้ ซึ่งคุณสมบัติหรือหน้าที่ของวิตามินแต่ละชนิดมีดังนี้

    วิตามินบี 1 ช่วยทำให้เกิดพลังงานภายในเส้นประสาท ช่วยกระตุ้นให้เกิดการทำงานของระบบประสาท
    วิตามินบี 6 ช่วยสร้างสารสื่อประสาทในระบบประสาท ช่วยให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบประสาทได้ดีขึ้น
    วิตามินบี 12 ช่วยสร้างเสริมการทำงานของปลอกหุ้มประสาท ช่วยให้เซลล์ประสาทที่ถูกทำลายสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ

2. ดูแลสุขภาพเท้า

ผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบซึ่งเป็นผลมาจากโรคเบาหวานควรใส่ใจสุขภาพเท้ามากเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย การดูแลสุขภาพเท้าสามารถทำได้โดยสวมถุงเท้าผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มอยู่เสมอเพื่อปกป้องเท้า ทาครีมบำรุงผิวที่เท้าเพื่อป้องกันไม่ให้เท้าแห้งแตก รวมถึงอาจประคบเย็นบริเวณเท้าครั้งละ 10 นาที วันละ 2 ครั้ง ทั้งตอนเช้าและตอนเย็นด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหมั่นสังเกตรอยแผลพุพอง หรือผิวหนังที่มีลักษณะหนาและด้านซึ่งเกิดขึ้นบริเวณเท้าอยู่เสมอ หากมีอาการผิดปกติควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่มักส่งผลให้เกิดอาการของโรคปลายประสาทอักเสบได้ เช่น

    เลิกสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือด ปัญหาเกี่ยวกับเท้า และภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับระบบประสาทอื่น ๆ
    หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพราะจะส่งผลให้เกิดการขาดวิตามินบี
    หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง รวมทั้งการพิงหรือเท้าข้อศอก
    ติดตามและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองอยู่เสมอ
    รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนและหลากหลายตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ

4. ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะช่วยลดอาการปวดเส้นประสาทและช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยการออกกำลังกายที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบ เช่น การเดินเร็วสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที การเล่นโยคะ การรำไท้เก๊ก หรือการว่ายน้ำ

อย่างไรก็ตาม โรคปลายประสาทอักเสบในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การรักษาด้วยยา การผ่าตัด การทำกายภาพบำบัด การฝังเข็ม รวมถึงการกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าผ่านผิวหนัง ดังนั้น หากมีอาการชาผิดปกติบริเวณมือหรือเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสียการทรงตัว หรือมีแผลพุพองเกิดขึ้นบริเวณเท้าและรักษาไม่หาย ควรไปพบแพทย์   

เมื่อได้ทราบวิธีดูแลรักษาปลายประสาทอักเสบง่าย ๆ ด้วยตัวเองแล้ว คุณก็จะสามารถรับมือกับอาการชามือหรือชาเท้าที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ หากต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ควรศึกษาฉลากบรรจุภัณฑ์อย่างถี่ถ้วน และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือผลิตภัณฑ์ที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ

8
วัดบ้านพะทายสถานที่ที่สวยงามสงบเงียบเชิญชวนใส่ชุดขาวชาย ดื่มด่ำกับการปฏิบัติธรรม

วัดบ้านพะทายตั้งอยู่ในภูมิประเทศอันเงียบสงบของจังหวัดนครพนมเป็นวัดที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมและเสริมสร้างจิตวิญญาณ วัดแห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องความเงียบสงบและชุมชนที่อุทิศตน จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่แสวงหาความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับตัวตนภายในเหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดบ้านพะทายหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเงียบสงบ
วัดบ้านพะทายรายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและเนินเขาสูงชัน ทำให้เกิดบรรยากาศที่เงียบสงบ เหมาะแก่การนั่งสมาธิและไตร่ตรอง ความงดงามตามธรรมชาติของพื้นที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์โดยรวม ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถดื่มด่ำกับการปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ บรรยากาศอันเงียบสงบของวัดส่งเสริมการมีสติและความสงบภายใน ทำให้เป็นสถานที่พักผ่อนที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายของชีวิตสมัยใหม่

การปฏิบัติธรรมและกิจกรรม
ที่วัดบ้านพะทาย ผู้ปฏิบัติธรรมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมธรรมะต่างๆ ที่เหมาะกับระดับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน มีการนั่งสมาธิทุกวันเพื่อแนะนำเทคนิคการเจริญสติและช่วยให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น วัดยังมีการบรรยายธรรมะ โดยพระภิกษุผู้มีประสบการณ์จะแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้าและให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้ที่สนใจการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบมากขึ้น ทางวัดได้จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมและเวิร์กช็อปที่เจาะลึกในประเด็นเฉพาะต่างๆ ของธรรมะ โปรแกรมเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางบุคคลและการพัฒนาจิตวิญญาณ โดยนำเสนอแนวทางทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางพุทธศาสนา

ชุมชนและมิตรภาพ
จุดเด่นประการหนึ่งของการเยี่ยมชมวัดบ้านพะทายคือความรู้สึกเป็นชุมชนและมิตรภาพระหว่างผู้ปฏิบัติธรรม วัดส่งเสริมให้ผู้มาเยี่ยมชมมีส่วนร่วมกับชุมชนสงฆ์ในท้องถิ่นและผู้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน ส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนและกลมเกลียวกัน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนี้ช่วยเสริมประสบการณ์โดยรวมและเป็นโอกาสอันมีค่าในการเชื่อมต่อกับบุคคลที่มีความคิดเหมือนกัน

ข้อมูลเชิงปฏิบัติ
ที่ตั้ง:วัดบ้านพะทาย ตั้งอยู่ในจังหวัดนครพนม ประเทศไทย การเดินทางมายังวัดสามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือรถโดยสารประจำทาง โดยสามารถสอบถามเส้นทางได้จากมัคคุเทศก์ท้องถิ่นหรือเว็บไซต์ของวัด

ที่พัก:วัดมีที่พักที่เรียบง่ายและสะดวกสบายสำหรับผู้มาเยือนที่เข้าร่วมการปฏิบัติธรรมหรือการเข้าพักระยะยาว สำหรับผู้ที่ต้องการที่พักในบริเวณใกล้เคียง เกสต์เฮาส์และโรงแรมในท้องถิ่นก็เป็นทางเลือกเพิ่มเติม

ผู้เยี่ยมชม:ผู้เยี่ยมชมสามารถเยี่ยมชมวัดได้ตลอดทั้งปี ขอแนะนำให้ตรวจสอบตารางเวลาของวัดและข้อกำหนดเฉพาะสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมธรรมะก่อนวางแผนการเยี่ยมชม

การไปเยี่ยมชมวัดบ้านพะทายไม่เพียงแต่เป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสัมผัสกับความสงบและความชัดเจนทางจิตวิญญาณอันล้ำลึกที่ได้มาจากการดื่มด่ำกับการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มากประสบการณ์หรือเพิ่งมาปฏิบัติธรรมใหม่ สภาพแวดล้อมอันเงียบสงบและชุมชนที่อุทิศตนของวัดทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติสำหรับการเดินทางทางจิตวิญญาณของคุณ

เข้าร่วมประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงที่วัดบ้านพะทายและค้นพบภูมิปัญญาเหนือกาลเวลาและความสงบของการปฏิบัติธรรมในสถานที่ที่สวยงามและสงบเงียบที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

9
motor expo: NETA มอบข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับลูกค้า NETA V-II ด้วยแคมเปญ “NETA V-II Festival” รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท

NETA จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษต้อนรับครบรอบ 2 ปีในประเทศไทย ภายใต้แคมเปญ NETA V-II Festival มอบส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ NETA V-II ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายนนี้เท่านั้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่าย NETA ทั่วประเทศ  หรือพบกันในงาน BIG MOTOR SALE และงาน NETA Roadshow ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

 มร. ชู กังจื้อ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่าในเดือนสิงหาคมนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ NETA ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบรอบ 2 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าคนไทยที่ให้ความไว้วางในแบรนด์ NETA รวมไปถึงสานต่อพันธกิจหลักของ NETA ในการเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ และสร้างการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมสําหรับทุกคน บริษัทฯ จึงได้จัดทำข้อเสนอพิเศษด้วยแคมเปญ “NETA V-II Festival” เพื่อให้ลูกค้าคนไทยได้เป็นเจ้าของ NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกที่ผลิตจากโรงงาน NETA ในประเทศไทย  โดยรถรุ่นดังกล่าวมาพร้อมแนวคิด “Smart & Play” ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบาย ด้วยฟังก์ชันอัจฉริยะ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลรวมไปถึงทดลองขับได้ที่ผู้จำหน่าย NETA ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ  หรือในงาน NETA Roadshow ตลอดเดือนสิงหาคมนี้

 ข้อเสนอพิเศษ NETA V-II Festival
สำหรับผู้ที่จองและรับรถ NETA V-II ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2567 และรับรถยนต์ภายในวันที่ 26 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2567
รับส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท
NETA V-II รุ่น Lite  รับส่วนลด 120,000 บาท จากราคาปกติ 549,000 บาท
NETA V-II รุ่น Smart รับส่วนลด 110,000 บาท จากราคาปกติ 569,000 บาท
ฟรี! เครื่องชาร์จ NETA WALLBOX พร้อมค่าติดตั้ง จำนวน 1 ชุด
ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. คุ้มครอง 1 ปี
ฟรี! รับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
ฟรี! รับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
ฟรี! ค่าแรงและค่าอะไหล่รถยนต์เมื่อเช็คระยะครั้งแรกที่ 5,000 กิโลเมตร หรือ 6 เดือน(แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
ฟรี! ชุดพรมปูพื้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนเปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่าย NETA ทั่วประเทศ  หรือ ชมและทดลองขับ NETA V-II ได้ที่งาน BIG MOTOR SALE หรือในงาน NETA Roadshow ตลอดเดือนสิงหาคมนี้
Central พิษณุโลก วันที่ 12-18 สิงหาคม 2567
Central ชลบุรี วันที่ 16-22 สิงหาคม 2567
งาน BIG MOTOR SALE วันที่ 23 สิงหาคม - 1 กันยายน 2567
Central อุดรธานี วันที่ 23 สิงหาคม - 1 กันยายน 2567
แฟชั่นไอส์แลนด์ วันที่ 30 สิงหาคม - 8 กันยายน 2567
NETA V-II
SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร

NETA V-II รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด SMART & PLAY สมาร์ตให้สุด สนุกให้เหนือใคร ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยว พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครันยิ่งขึ้น พร้อมระบบความปลอดภัยและช่วยในการขับขี่ให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสนุกและมั่นใจ โดยมีให้เลือก 2 รุ่น คือ NETA V-II รุ่น LITE และ รุ่น SMART

  NETA V-II ได้รับการออกแบบภายนอกที่ลงตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ภายในโดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlayTM พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิตอล ขนาด 12 นิ้ว ระบบชาร์จมือถือแบบไร้สาย และกุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ

  NETA V-II ให้สมรรถนะที่เพียงพอต่อการใช้งานด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 382 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC

 สำหรับ NETA V-II รุ่น SMART เพิ่มความมั่นใจด้วยระบบช่วยในการขับขี่ ADAS รวม 8 ระบบ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ รวมไปถึงระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน  อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน

NETA V-II มีสีมาตรฐานให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว White Storm สีเทา Midnight Gray สีชานม Milk Tea สีฟ้า Baby Blue

10
เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกแบบไหน จากโรคหัวใจ หรือ กรดไหลย้อน

อาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก เป็นอาการเริ่มต้นของหลายๆ โรค ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากโรคหัวใจ หรือโรคกรดไหลย้อน โดยอาการของทั้ง 2 โรคนี้มักเริ่มมากจากเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกอาจทำให้สับสนได้ ซึ่งบางรายคิดว่าอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกมาจากโรคกรดไหลย้อน จึงซื้อยามารับประทานเองไม่ได้ไปพบแพทย์ หรือรับการตรวจรักษา สุดท้ายอาการกลับเป็นมากขึ้นกลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือดในที่สุด

เจ็บหน้าอกโรคหัวใจ หรือ เจ็บหน้าอกโรคกรดไหลย้อน กันแน่

บางครั้งผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก แต่อาการแบบไหนที่เข้าข่ายเสี่ยงเป็น โรคหัวใจ หรือ โรคกรดไหลย้อน ซึ่งทั้ง 2 โรคนั้น จะมีลักษณะของการเจ็บหน้าอกที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังนี้

อาการของโรคหัวใจ หรือภาวะหัวใจขาดเลือด   

    เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบรัด หรือกดทับ
    เจ็บหน้าอกปวดร้าวไปกราม สะบักหลัง แขนซ้าย หัวไหล่
    เจ็บหน้าอกมากขึ้น เมื่อมีการออกแรง หรือ ออกกำลังกาย
    เหงื่อออก จะเป็นลม หน้าซีด
    ใจสั่น หอบเหนื่อย คลื่นไส้
    อาจมีอาการจุกบริเวณคอหอย ซึ่งบางรายอาจมีอาการจุกบริเวณใต้ลิ้นปี่

อาการของโรคกรดไหลย้อน

    เจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึกๆ หรือไอ แต่ไม่ร้าวไปบริเวณขากรรไกร ไหล่ หรือแขน
    มีอาการมากขึ้นหลังมื้ออาหาร แล้วโน้มตัวลงนอน
    แสบร้อนบริเวณทรวงอก คอ มีอาการปวด จุกเสียด แน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่
    เรอเปรี้ยว เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหารไหลย้อยขึ้นมา มีรสขมขึ้นคอและปาก
    ไอเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ เจ็บคอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก
    กลืนอาหารลำบาก จุกที่คอ คล้ายมีอะไรติดขวางลำคอ

จุดสังเกตความแตกต่างอาการระหว่าง โรคหัวใจ กับ โรคกรดไหลย้อน

เมื่อเกิดอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกเจ็บร้าวไปที่ลำคอ ขากรรไกร ไหล่และแขนซ้าย เจ็บเมื่อออกแรง สำหรับโรคกรดไหลย้อน เจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึกๆ หรือไอ แต่ไม่ร้าวไปบริเวณขากรรไกร ไหล่ หรือแขน มีอาการมากขึ้นหลังมื้ออาหาร

ทั้งนี้ทั้งนั้นการหาสาเหตุที่แท้จริงขณะที่มีอาการเจ็บหน้าอกนั้นเป็นเรื่องยาก แต่หากสามารถระบุอาการอื่นๆ ร่วมด้วยได้ ก็จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น

    หากมีอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นๆ หายๆ หรือ เป็นพร้อมมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจ ให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง เพราะหากเป็นอาการของโรคหัวใจ แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

11
เครื่องมือจัดฟันเด็ก ภายนอกปาก ทำงานอย่างไร

การจัดฟันในเด็ก เป็นการรักษาทางทันตกรรมอย่างหนึ่งที่ใช้แก้ไขปัญหาฟันในเด็ก ซึ่งโดยปกติแล้ว เด็กจะมีโอกาสฟันผุได้มาก เนื่องจากเด้กชอบรับประทานอาหารที่มีความหวาน เช่น ขนม ลูกอม หรือน้ำหวาน ที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุในเด็ก ยิ่งถ้าเด็กไม่ใส่ใจในเรื่องของการความสะอาดช่องปากและฟัน ก็จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันได้ง่าย ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรที่จะใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กๆให้มาก ควรปลูกฝังให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อที่จะได้ป้องกันการเกิดปัญหาฟันผุ หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับช่องปาก นอกจากนี้ เด็กที่มีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็น ชอบดูดขวดนม ชอบดูนิ้ว ก็มีผลต่อสุขภาพช่องปากและฟันในอนาคตได้ เพราะการที่เด็กมรพฤติกรรมดูดนิ้ว อาจจะส่งผลต่อรูปร่างของฟันได้

ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่หมั่นสังเกตพฤติกรรมและหาวิธีทางแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวของลูก สำหรับการเข้ารับการจัดฟันในเด็กนั้น เด็กสามารถเข้ารับการจัดฟันในเด็กได้ตั้งแต่ อายุ 4 ปี โดยไม่รอให้ฟันน้ำนมหลุดออกหมด ถ้าเป้นเด็กในวัย 4 ปี หรืออยู่ในช่วงที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือกับทันตแพทย์ได้ไม่ดีนัก จะใช้วิธีการจัดฟันในเด็ก โดยใช้เครื่องมือ EF Line ในการรักษา เครื่องมือ EF Line ยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาโครงสร้างของใบหน้า ช่วยปรับกล้ามเนื้อทำให้เด็กมีโครงสร้างของใบหน้าที่สวย และไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ในการจัดฟันในเด็ก ก็ยังมีเครื่องมือภายนอกปาก ซึ่งมีด้วยกัน 2 ประเภทใหญ่ๆ

 ซึ่งวันนี้ทางคลินิกของเราจะพามารู้จักกับเครื่องมือการจัดฟันในเด็ก ภายนอกปาก ซึ่งมีด้วยกัน 2 ประเภท และมีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป นั่นก็คือ Headgear เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับเด็กที่มีปัญหาขากรรไกรบนยื่นมากผิดปกติ เมื่อเทียบกับขากรรไกรล่าง โดยจะใส่เครื่องมือที่เรียกว่า Headgear ที่ทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของขากรรไกรบน นั่นเอง ต่อมาอีกประเภทหนึ่งก็คือ Protection Face Mask ใช้สำหรับแก้ไขปัญหาขากรรไกรล่างยื่นมากผิดปกติ เมื่อเทียบกับขากรรไกรบน เป็นการดึงขากรรไกรบนมาข้างหน้า และยับยั้งการเจริญเติบโตของขากรรไกรล่าง โดยเครื่องมือจัดฟันภายนอกปากจะมุ่งเน้นแก้ไขโครงสร้างขากรรไกรของเด็กเป็นหลัก เนื่องจากเด็กจะต้องใส่ในขณะนอนหลับ เฉลี่ยประมาณ12-14 ชั่วโมงต่อคืน

ดังนั้น การใช้เครื่องมือดังกล่าว จึงต้องได้รับความร่วมมือจากเด็กค่อนข้างมาก แต่หากเป็นเครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้จะมุ่งเน้นการแก้ไขการปรับแต่งขากรรไกรบ้างหรือแก้ไขความผิดปกติของฟัน ส่วนการจัดฟันที่ใช้เครื่องมือแบบถอดได้นั้น จะใช้ในกรณีที่ เด็กมีฟันล่างคร่อมฟันบน แต่ไม่มีปัญหาที่โครงสร้างของใบหน้า ก็จะใส่เครื่องมือถอดได้ในช่องปากเพื่อทำการผลักฟันล่างออกมากรณีที่ฟันบนยื่นมากๆ  จะใส่เครื่องมือที่หน้าตาคล้ายกับรีเทนเนอร์ เพื่อดันฟันหน้าบนให้เคลื่อนที่ไปด้านหลัง และมีตัวระนาบเอียง เพื่อกระตุ้นให้ขากรรไกรล่างมีการเคลื่อนที่มาข้างหน้านั่นเอง

 ซึ่งการเลือกใช้เครื่องมือการจัดฟันในเด็ก ทันตแพทย์ก็จะเป้นพิจารณาว่า เด็กมีปัญหาในเรื่องใด และเหมาะสมที่จะใช้เครื่องมือการจัดฟันอย่างไร เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากทที่สุด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาวได้ เพื่อให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี มีฟันที่สวยงามเป็นธรรมชาติ มีรอยยิ้มที่สดใสสมวัย และมีบุคลิกภาพที่มั่นใจด้วย ดังนั้น ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กจึงมีความสำคัญมาก อย่าคิดว่าเด็กกำลังมีฟันน้ำนมอยู่ รอให้โตจนฟันแท้ขึ้นครบจึงค่อยมาดูแล เพราะกว่าจะถึงตอนนั้น ก็อาจจะสายไปแล้วก็ได้ เพราะฟันน้ำนมของเด็ก ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันส่งผลต่อการขึ้นของฟันแท้โดยตรง พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะดูแลให้มากเป็นพิเศษ

 สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด สนใจพาบุตรหลานของท่าน เข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิกเพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านทันตกรรมในเด็ก และมีประสบการณ์ทางด้านการจัดฟฟันมาอย่างยาวนาน จึงสามารถให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ เพราะเราอยากพ่อแม่ทุกคนใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อที่ลูกจะได้เติบโตไปเป้นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

12
การสร้างรายได้เสริมจากการขายอาหารทำที่บ้าน ควรเริ่มต้นจากอะไร

การสร้างรายได้เสริมจากการขายอาหารทำที่บ้านเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รักการทำอาหารและต้องการหารายได้เสริม ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนและเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นธุรกิจนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ:

1. สำรวจความถนัดและความสนใจ:

ค้นหาเมนูที่ถนัด: เลือกเมนูอาหารที่คุณมีความเชี่ยวชาญและมั่นใจในรสชาติ เพื่อรักษาคุณภาพของอาหาร
ศึกษาตลาดและความต้องการ: สำรวจความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ของคุณ เพื่อเลือกเมนูที่ได้รับความนิยมและมีโอกาสในการขายสูง


2. วางแผนธุรกิจ:

กำหนดกลุ่มเป้าหมาย: ระบุกลุ่มลูกค้าที่คุณต้องการเข้าถึง เช่น คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา หรือคนรักสุขภาพ
สร้างแบรนด์: พัฒนาชื่อร้าน โลโก้ และเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อสร้างความน่าจดจำ
เลือกช่องทางการขาย: พิจารณาช่องทางการขายที่เหมาะสม เช่น ออนไลน์ (แอปพลิเคชันเดลิเวอรี่, โซเชียลมีเดีย) หรือออฟไลน์ (ตลาดนัด, จัดส่งตามออเดอร์)
กำหนดราคา: กำหนดราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนและตลาด เพื่อให้ได้กำไรที่เหมาะสม
วางแผนการตลาด: กำหนดกลยุทธ์การตลาดเพื่อโปรโมทร้านค้าของคุณ เช่น การใช้รูปภาพและวิดีโอที่น่าสนใจ การจัดโปรโมชั่น หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า


3. เตรียมความพร้อม:

จัดเตรียมอุปกรณ์และสถานที่: ตรวจสอบและเตรียมอุปกรณ์ทำอาหารให้พร้อมใช้งาน และจัดเตรียมสถานที่ทำอาหารให้สะอาดและถูกสุขอนามัย
จัดหาวัตถุดิบ: เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีและสดใหม่ เพื่อให้ได้รสชาติอาหารที่ดีที่สุด
บรรจุภัณฑ์: เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ปลอดภัย และสวยงาม เพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า
ขอใบอนุญาต (ถ้ามี): ตรวจสอบข้อกำหนดและขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการทำอาหารขายในบ้าน


4. เริ่มต้นธุรกิจ:

ทำอาหารและขาย: เริ่มต้นทำอาหารและขายตามแผนที่วางไว้
รับฟังความคิดเห็น: รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้า เพื่อปรับปรุงคุณภาพและบริการ
พัฒนาตัวเอง: พัฒนาทักษะการทำอาหารและการจัดการธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
จัดการการเงิน: จัดการรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์ผลกำไรเพื่อปรับปรุงธุรกิจ

ตัวอย่างเมนูอาหารที่น่าสนใจ:

อาหารตามสั่ง (เช่น ข้าวผัด, กะเพรา, ผัดซีอิ๊ว)
อาหารคลีน/อาหารเพื่อสุขภาพ (เช่น สลัด, อาหารกล่อง, น้ำผักผลไม้)
ขนมโฮมเมด (เช่น เค้ก, คุกกี้, ขนมไทย)
อาหารว่าง/ของทานเล่น (เช่น ลูกชิ้นทอด, ไก่ทอด, ขนมปังปิ้ง)


เคล็ดลับเพิ่มเติม:

สร้างความแตกต่าง: คิดค้นสูตรอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ หรือใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ
ทำการตลาด: ใช้โซเชียลมีเดียในการโปรโมทร้านค้า และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า
จัดการต้นทุน: ควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
พัฒนาตัวเอง: เรียนรู้และปรับปรุงธุรกิจของคุณอย่างต่อเนื่อง

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการเริ่มต้นธุรกิจอาหารทำที่บ้านของคุณ

13
เปิดเหตุผล ทำไมสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านซักที

ปัจจุบันการสมัครบัตรเครดิตซักใบไม่ใช่เรื่องยากนะคะ เลือกบัตรที่ใช่ เอกสารครบ เมื่อสถาบันการเงินอนุมัติแล้ว ก็เตรียมรอรับบัตรที่บ้านไปรูดใช้กันได้เลย… แต่ทำไมบางคนถึงสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านล่ะ สมัครที่ไหนก็ไม่อนุมัติซักที ใครที่กำลังเจอเหตุการณ์นี้อยู่ วันนี้พาไปทำความเข้าใจเหตุผลยอดฮิตเลย ที่เราสมัครบัตรเครดิตไม่ผ่านซักที

1. มีประวัติการค้างชำระหนี้ในเครดิตบูโร
ด่านแรกก็คือ การตรวจเครดิตบูโร เช็กประวัติทางการเงินนั่นเอง ซึ่งหากทางสถาบันการเงินที่เราไปยื่นสมัครบัตรเครดิต ตรวจพบว่าเรามีประวัติค้างชำระหนี้ หรือเคยผิดนัดชำระหนี้กับสถาบันการเงินอื่นๆ มาก่อน ก็อาจปฏิเสธการสมัครบัตรเครดิตนั้นได้ค่ะ
 
2. รายได้ประจำไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด
ส่วนใหญ่การที่จะสมัครบัตรเครดิต จะต้องมีรายได้ขั้นต่ำอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน และอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากๆ ก็คือ แหล่งที่มาของเงินเดือน ค่ะ ธนาคารจะตรวจสอบว่าคุณมีรายได้จากอะไร และผ่านช่องทางใด ซึ่งคนที่ได้รับเงินเดือนโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารอัตโนมัติทุกๆ เดือน ก็จะสามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของรายได้ได้ง่ายกว่าคนที่ได้รับเงินเดือนเป็นเงินสด
 
3. ประกอบอาชีพมีรายได้ไม่แน่นอน
ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ค้าขาย หรือฟรีแลนซ์ จะเป็นอาชีพที่อยู่ในกลุ่มรายได้ไม่แน่นอน เพราะในแต่ละวันอาจมีรายได้มากหรือน้อยแตกต่างกันไป
 

4. เคยสมัครแล้วแต่ถูกปฏิเสธ หรือมีบัตรแล้วแต่เพิ่งยกเลิกไป

แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ
- เคยสมัครบัตรเครดิตไปแล้วแต่ไม่ผ่าน จะต้องรออีก 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ทำการสมัครบัตรครั้งแรก
- เคยสมัครบัตรเครดิตและอนุมัติเรียบร้อยแล้ว แต่ยกเลิกบัตรไป กรณีนี้ต้องรอถึง 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงิน)
 
5. ไม่เคยมีประวัติทำบัตรเครดิต หรือขอสินเชื่อมาก่อน
ทำไม? ในเมื่อไม่เคยสมัครบัตรเครดิตหรือขอสินเชื่อมาก่อน ประวัติเราคลีนๆ ยังไม่เสียหายอะไรนี่... แต่ในมุมนี้ก็คือสถาบันการเงินจะไม่สามารถเช็คประวัติข้อมูลทางการเงินของเราได้ ซึ่งเท่ากับว่าไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของการเป็นผู้ถือบัตรเครดิตได้ ก็อาจปฏิเสธการสมัครของเราได้เช่นกัน

ต้องบอกว่า 5 ข้อนี้ก็เป็นเหตุผลยอดฮิตเลยล่ะค่ะ แต่ว่าแต่ละสถาบันการเงินเองก็มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ต่างกันออกไปนะคะ ใครที่กำลังสมัครบัตรเครดิตก็เตรียมตัวเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้นนะคะ

14
สินค้า บริการอื่น ๆ / Doctor At Home: มาลาเรีย (Malaria)
« เมื่อ: 26 มีนาคม 2025, 22:28:32 pm »
Doctor At Home: มาลาเรีย (Malaria)

มาลาเรีย (ไข้มาลาเรีย ไข้จับสั่น* ไข้ป่า ก็เรียก) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในบ้านเรา มักพบในบริเวณที่เป็นป่าเขา จึงพบได้แทบทุกภาคของประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพฯ ในบริเวณที่เป็นตัวจังหวัด ตัวอำเภอ และที่ ๆ เป็นทุ่งนากว้างห่างจากป่าเขา)

เชื้อที่ทำให้เป็นไข้มาลาเรียมีอยู่หลายชนิด แต่ที่สำคัญในบ้านเรามี 2 ชนิด คือ พลาสโมเดียมฟาลซิพารัม (Plasmodium falciparum) กับ พลาสโมเดียมไวแวกซ์ (Plasmodium vivax)

มาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม พบได้ประมาณร้อยละ 50-80 มักมีปัญหาดื้อยาและมีภาวะแทรกซ้อนได้มาก (เช่น มาลาเรียขึ้นสมอง ไตวาย) เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

มาลาเรียชนิดไวแวกซ์ พบได้ร้อยละ 20-50 มักไม่ดื้อยา และมีภาวะแทรกซ้อนน้อย เชื้อนี้สามารถหลบซ่อนอยู่ในตับได้นาน ๆ ทำให้มีอาการกำเริบได้บ่อย โดยที่ไม่ต้องได้รับเชื้อใหม่ (จากการถูกยุงก้นปล่องกัด)

มักมีประวัติว่าอยู่ในเขตป่าเขา หรือกลับจากเขตที่มีมาลาเรีย เช่น ชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด ตากอุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา นครนายก ปราจีนบุรี สระบุรี ปากช่อง นครราชสีมา ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สกลนคร ขอนแก่น เลย เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน เป็นต้น หรือเคยได้รับเลือด หรือเคยเป็นไข้มาลาเรียมาก่อน

*ในบ้านเราผู้ที่มีไข้หนาวสั่นมากหรือมีไข้นานหลายวัน เมื่อตรวจร่างกายไม่พบอาการอย่างอื่นชัดเจน หรือพบเพียงตับโตม้ามโต พึงนึกถึงมาลาเรีย ไทฟอยด์ สครับไทฟัส และเล็ปโตสไปโรซิสไว้เสมอ


สาเหตุ

เกิดจากเชื้อมาลาเรีย ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว หรือโปรโตซัว (protozoa) เช่นเดียวกับบิดอะมีบา มียุงก้นปล่อง (anopheles) เป็นพาหะนำโรค คือต้องถูกยุงที่มีเชื้อมาลาเรียกัดจึงจะเป็นโรค

ระยะฟักตัว

ชนิดฟาลซิพารัม 9-14 วัน (เฉลี่ย 12 วัน)

ชนิดไวแวกซ์ 12-17 วัน (เฉลี่ย 15 วัน) อาจนาน 6-12 เดือน

ถ้าเกิดจากการให้เลือด อาจมีระยะฟักตัวสั้นกว่านี้ ถ้ามีการกินยาป้องกันมาลาเรียก็อาจมีระยะฟักตัวยาวกว่านี้

โรคนี้ส่วนใหญ่เกิดกับผู้ที่อยู่หรือเข้าไปในเขตป่าเขาแล้วถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมาลาเรียกัด ส่วนผู้ที่อยู่ในเมืองและไม่มีประวัติเดินทางเข้าไปในเขตป่าเขา อาจติดเชื้อจากการได้รับเลือดที่ปนเปื้อนเชื้อมาลาเรีย หรือได้รับเชื้อที่สนามบิน เนื่องจากยุงก้นปล่องอาจติดมากับเครื่องบินโดยบังเอิญ (ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยมาก)

วงจรชีวิตของเชื้อมาลาเรีย

1. เมื่อยุงก้นปล่องตัวเมียกัดคน ยุงจะปล่อยเชื้อระยะติดต่อที่มีชื่อว่า สปอโรซอยต์ (sporozoite) ที่มีอยู่ในน้ำลายเข้าสู่กระแสเลือดของคนแล้วเดินทางไปที่ตับ

2. เชื้อที่อยู่ในเซลล์ตับ จะเจริญและแบ่งตัวแบบไร้เพศ (ไม่ต้องผสมพันธุ์) กลายเป็นเชื้อที่มีชื่อ สคิซอนต์ (schizonte) ซึ่งภายในเซลล์มีเชื้อระยะที่แบ่งตัวแล้วที่มีชื่อว่า เมโรซอยต์ (merozoite) จำนวนมาก เชื้อจะอยู่ในเซลล์ตับนาน 5-15 วัน

เซลล์ตับที่มีเชื้อมาลาเรียอยู่จะโตขึ้นและแตกออก ปล่อยเชื้อเมโรซอยต์ออกมาในกระแสเลือด

สำหรับมาลาเรียชนิดพลาสโมเดียมไวแวกซ์ เชื้อบางส่วนยังคงหลบอยู่ในเซลล์ตับต่อไป ซึ่งเรียกว่า ฮิปโนซอยต์ (hypnozoite) และจะออกมาในกระแสเลือดเป็นครั้งคราว ทำให้มีอาการกำเริบซ้ำ ๆ ได้บ่อยโดยไม่ได้ติดเชื้อจากการถูกยุงก้นปล่องกัดครั้งใหม่

3. เชื้อเข้าสู่เม็ดเลือดแดง เจริญเป็นเชื้อระยะที่เรียกว่า โทรโฟซอยต์ (trophozoite)

4. ประมาณ 48 ชั่วโมงต่อมา เชื้อจะแบ่งตัวแบบไร้เพศอีกครั้ง และเม็ดเลือดแดงแตกออก ทำให้ได้เมโรซอยต์ 6-30 ตัว ซึ่งสามารถเดินทางเข้าสู่เม็ดเลือดแดงอื่น ๆ ต่อไป

ระยะที่เม็ดเลือดแดงแตก ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ หนาวสั่น

5. ขณะเดียวกัน เชื้อบางส่วนจะเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์เพศ (gametocyte) ซึ่งแบ่งเป็นตัวผู้กับตัวเมีย

6. เมื่อยุงก้นปล่องตัวเมียมากัดคนที่มีเชื้อมาลาเรียระยะที่เป็นเซลล์เพศในกระแสเลือด เซลล์เพศตัวผู้กับตัวเมียก็จะผสมกันเป็นตัวอ่อน (zygote) อยู่ในลำไส้ส่วนกลางของยุง ซึ่งจะเจริญต่อไปจนเป็นตัวแก่ (oocyst) ฝังตัวอยู่ในลำไส้ แล้วเชื้อตัวแก่จะแบ่งตัวเจริญต่อไปเป็นสปอโรซอยต์ ซึ่งจะเดินทางไปที่ต่อมน้ำลาย เพื่อรอแพร่เข้าสู่คน เมื่อยุงไปกัดคน

อาการ

อาการจะเกิดหลังจากได้รับเชื้อโดยถูกยุงก้นปล่องกัดประมาณ 9-17 วัน (แต่อาจนานหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนก็ได้) ใน 2-3 วันแรกอาจมีอาการไข้ต่ำ ๆ ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องเดินร่วมด้วย ต่อมาจึงจะมีอาการไข้จับสั่นเป็นเวลา* ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมาลาเรีย

อาการจับไข้ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

1. ระยะหนาวสั่น มีอาการหนาวสั่นมากและไข้เริ่มขึ้น ปวดศีรษะ ผิวหนังซีด อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ระยะนี้กินเวลา 20-60 นาที

2. ระยะร้อน ไข้ขึ้นสูงประมาณ 40 องศาเซลเซียส ปวดศีรษะมาก อาจปวดลึกเข้าไปในกระบอกตาหน้าแดง ตาแดง กระสับกระส่าย เพ้อ กระหายน้ำ ชีพจรเต้นเร็ว อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ในเด็กอาจชักได้ กินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง (อาจนาน 3-8 ชั่วโมง)

3. ระยะเหงื่อออก จะมีเหงื่อออกชุ่มทั้งตัว ไข้จะลดลงเป็นปกติ แต่จะรู้สึกอ่อนเพลียและหลับไป กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ มักจับไข้วันเว้นวัน หรือทุก 48 ชั่วโมง เวลาไม่จับไข้จะรู้สึกสบายดี มักจะคลำได้ม้ามโตในปลายสัปดาห์ที่ 2 ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีไข้วันเว้นวันอยู่ประมาณ 6 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน (หรืออาจนานกว่านั้น) แล้วจะหายไปเอง ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ถูกต้อง แม้ว่าไข้จะหายไปแล้ว แต่ก็อาจกลับเป็นได้ใหม่หลังจากหายไป 2-3 สัปดาห์ หรือ 2-3 เดือน แต่อาการจะน้อยกว่าครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการกำเริบเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย และมักไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง บางรายอาจกินเวลานานถึง 2-3 ปีกว่าจะหายขาด จึงเรียกว่า มาลาเรียเรื้อรัง

ผู้ป่วยมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม มักจับไข้ทุกวัน หรือทุก 36 ชั่วโมง แต่อาจจับไม่เป็นเวลา อาจจับทั้งวันหรือวันละหลายครั้ง ระยะไม่จับไข้ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบาย และอาจมีไข้ต่ำ ๆ อยู่เรื่อย บางรายอาจมีอาการปวดท้อง ท้องเดินร่วมด้วย ม้ามจะโตในวันที่ 7-10 ของไข้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ไข้จะลงภายใน 3-5 วัน ถ้ารักษาไม่ถูกต้อง อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงถึงตายได้ จึงเรียกว่า มาลาเรียชนิดร้ายแรง

*การจับไข้หนาวสั่นเกิดขึ้นเมื่อมีการแตกของเม็ดเลือดแดงที่มีเชื้อมาลาเรีย ทำให้มีการหลั่งสารหลายชนิด ก่อให้เกิดอาการไข้และอาการอื่น ๆ


ภาวะแทรกซ้อน

พบในมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม มักเกิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ขาดอาหาร ร่างกายอ่อนแอ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ไม่เคยอยู่ในแดนมาลาเรีย) หรือได้รับการรักษาไม่ถูกต้อง

ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

    มาลาเรียขึ้นสมอง (cerebral malaria) ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะมาก ซึม สับสน ชักกระตุกทั้งตัว หมดสติ มีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 20 (ในหญิงตั้งครรภ์อาจสูงถึงร้อยละ 50)
    อาการชักโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ซึ่งอาจพบในเด็กที่เป็นมาลาเรีย
    ภาวะไตวายเฉียบพลันเนื่องจากการอุดตันหลอดเลือดแดงฝอยที่ไต ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย พบในผู้ใหญ่มากกว่าในเด็ก มีอัตราตายสูง
    ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น เหงื่อออก มักพบในเด็กและหญิงตั้งครรภ์
    ปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) มีอาการหอบ ฟังปอดได้ยินเสียงกรอบแกรบ
    ดีซ่าน (ตาเหลืองตัวเหลือง) และตับโต มักพบร่วมกับภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น มาลาเรียขึ้นสมอง ไตวายเฉียบพลัน ปอดบวมน้ำ เป็นต้น
    ภาวะเลือดเป็นกรด ซึ่งมักจะพบร่วมกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
    ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ
    ภาวะการเสียดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์
    โลหิตจาง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตกง่าย และไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นชดเชยได้ไม่ทัน

ในกรณีที่เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกรุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการซีด เหลือง และปัสสาวะดำ เรียกว่า ไข้ปัสสาวะดำ (black water fever) ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่ใช้ยาควินิน ภาวะนี้อาจทำให้เกิดไตวายแทรกซ้อนได้

    ภาวะเลือดจับเป็นลิ่มทั่วร่างกาย (DIC) ทำให้มีเลือดออกทั่วร่างกายรุนแรง เป็นอันตรายถึงตายได้
    ในหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นมาลาเรีย นอกจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวแล้ว ยังอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ เช่น แท้งบุตร ทารกเสียชีวิต ทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ไข้ประมาณ 40 องศาเซลเซียส หน้าแดง ตาแดง ม้ามโต (คลำได้ในปลายสัปดาห์ที่ 2 หลังมีไข้) อาจมีตับโต เริมที่ริมฝีปาก อาจมีอาการซีดเหลือง หรือปัสสาวะแดงเข้มหรือปัสสาวะดำเหมือนน้ำโคล่า

แต่ก็อาจไม่พบอะไรมากนอกจากไข้ก็ได้

ในเด็กที่เป็นเรื้อรัง อาจมีลักษณะพุงโรก้นปอด ขาดอาหาร ซีด ม้ามโต

ในรายที่เป็นมาลาเรียขึ้นสมอง จะมีอาการเพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว หรือหมดสติ*

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือดหาเชื้อมาลาเรียด้วยวิธีต่าง ๆ

*ชาวบ้านบางแห่งอาจเข้าใจว่าเป็นอาการของผีเข้า พาไปรดน้ำมนต์ไล่ผี หรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจเสียชีวิต เพราะขาดการรักษาอย่างทันการณ์


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

ก. สำหรับมาลาเรียชนิดฟาลซิพารัม ให้ยารักษามาลาเรียขนานใดขนานหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ควินิน ร่วมกับเตตราไซคลีน หรือร่วมกับดอกซีไซคลีน
    เมโฟลควีน เพียงอย่างเดียว
    เมโฟลควีน ร่วมกับเตตราไซคลีน หรือดอกซีไซคลีน
    อาร์ทีซูเนต เพียงอย่างเดียว
    อาร์ทีซูเนต ร่วมกับเมโฟลควิน

ข. สำหรับมาลาเรียชนิดไวแวกซ์ ให้คลอโรควีน หลังจากนั้นให้ไพรมาควีน เพื่อกำจัดเชื้อมาลาเรียที่หลบซ่อนอยู่ในตับให้หมดไป

ถ้ามีอาการสงสัยเป็นมาลาเรียขึ้นสมอง (เช่น ซึม เพ้อ ชัก หรือหมดสติ) หรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ซีดมาก ดีซ่าน ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย หอบ เป็นต้น

จำเป็นต้องรับผู้ป่วยรักษาไว้ในโรงพยาบาล (ให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ให้น้ำเกลือ ให้เลือด ล้างไต เป็นต้น) ส่วนยามาลาเรียในระยะแรกอาจต้องให้ควินินหรืออาร์ทีซูเนตฉีดเข้าหลอดเลือดดำ จนกว่าอาการจะดีขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นยากิน


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้สูง หนาวสั่นมาก มีไข้วันเว้นวัน หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นมาลาเรีย ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไข้ไม่ทุเลาใน 2-3 วัน หรือไข้ลดแล้วต่อมากลับมีไข้กำเริบใหม่
    มีอาการปวดศีรษะมาก ซึมมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัว เพ้อ ชัก หายใจหอบ ซีด ตัวเหลืองตาเหลือง คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

1. เมื่อต้องเดินทางเข้าไปในเขตป่าเขา ควรป้องกันไม่ให้ยุงก้นปล่องกัด โดยการนอนกางมุ้ง ทายากันยุง

2. ยาที่ใช้ป้องกันตามที่เคยแนะนำในอดีตนั้นพบว่าไม่ได้ผลมากนัก ในปัจจุบันจึงไม่แนะนำให้กินยาป้องกันล่วงหน้า แต่แนะนำว่า ถ้าออกจากป่าแล้วมีอาการไข้ หรือสงสัยเป็นมาลาเรีย ให้รีบทำการตรวจรักษา หรือในกรณีที่ต้องเข้าไปอยู่ในป่าที่เป็นถิ่นที่มีเชื้อมาลาเรียดื้อต่อยาหลายชนิดเป็นเวลานานเกิน 2 สัปดาห์ (ซึ่งเป็นระยะฟักตัวของโรค) ก็ควรพกยารักษามาลาเรีย (ได้แก่ ควินิน เมโฟลควีน หรืออาร์ทีซูเนต) ไว้สำรองใช้ในยามฉุกเฉินเมื่อไม่สามารถตรวจเลือดได้ โดยใช้ในขนาดที่ใช้รักษามาลาเรีย

ข้อแนะนำ

1. อาการของมาลาเรีย อาจไม่ตรงไปตรงมา ผู้ป่วยอาจมีไข้สูงโดยไม่มีอาการหนาวสั่น หรือหนาวสั่นวันละหลายครั้งก็ได้ บางรายอาจมีไข้สูงตลอดเวลา อาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้อ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ซึ่งอาการเหล่านี้อาจพบในโรคอื่น ๆ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการไข้ทุกราย ควรถามถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อมาลาเรีย ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีประวัติเข้าป่า หรือมีประวัติเคยได้รับเลือดมาภายใน 2 สัปดาห์ ถึง 2 ปี หรือสงสัยว่าจะเป็นมาลาเรียจากการติดเชื้อทางอื่น (เช่น ลูกที่เกิดจากมารดาที่เคยเป็นมาลาเรีย เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการเลี้ยงยุงก้นปล่อง เจ้าหน้าที่ที่ตรวจเลือด หรือบุคคลที่บ้านอยู่ใกล้สนามบิน ซึ่งเครื่องบินอาจนำยุงก้นปล่องมาจากประเทศอื่น เป็นต้น) ก็ควรจะต้องเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรีย

2. ผู้ป่วยมาลาเรีย อาจตรวจเลือดไม่พบเชื้อก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นโรคในระยะแรก ๆ (เชื้อมาลาเรียมีจำนวนน้อย) ดังนั้น ต้องแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจเลือดซ้ำอีกครั้งภายใน 12-24 ชั่วโมง หรือขณะมีไข้ การตรวจเลือดบ่อย ๆ จะมีโอกาสพบเชื้อได้มากขึ้น นอกจากนี้ผู้ป่วยที่กินยาป้องกันมาลาเรียมาก่อน หรือกินยารักษามาบ้างแล้ว ก็จะทำให้ตรวจพบเชื้อมาลาเรียได้ลำบากมากขึ้น เพราะจะเห็นเชื้อมาลาเรียไม่ชัดเจน ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยมีไข้และมีประวัติสงสัยติดเชื้อมาลาเรีย แม้ตรวจเลือดไม่พบเชื้อ ก็ควรเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและตรวจเลือดบ่อย ๆ อาจจำเป็นต้องรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาลเพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ชัดเจน

3. ผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วหากมีไข้กำเริบภายใน 2 เดือนโดยไม่มีประวัติติดเชื้อครั้งใหม่ อาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อมาลาเรียทั้งชนิดฟาลซิพารัมและชนิดไวแวกซ์พร้อมกัน (พบได้ประมาณร้อยละ 30 ของผู้ที่ติดเชื้อฟาลซิพารัม) แต่ได้รับการรักษาแบบชนิดฟาลซิพารัม จึงมีเชื้อชนิดไวแวกซ์หลบซ่อนอยู่ในตับ เกิดอาการกำเริบได้ หรือไม่ก็อาจเกิดจากได้ยาไม่ครบหรือเชื้อดื้อยา ดังนั้น ถ้าผู้ป่วยมีอาการไข้กำเริบภายใน 2 เดือนหลังจากหายจากมาลาเรียครั้งแรกแล้ว ควรต้องเจาะเลือดตรวจหาเชื้ออีก

4. ผู้ป่วยควรกินยาให้ครบ ถ้าไม่ครบจะมีโอกาสเป็นไข้มาลาเรียกำเริบได้อีก ส่วนการกินยารักษามาลาเรีย ไม่ควรกินขณะจับไข้หนาวสั่น ผู้ป่วยอาจอาเจียนและได้ยาไม่ครบขนาด ควรให้ยาแก้ไข้หรือยาแก้อาเจียนนำไปก่อนสัก 1/2-1 ชั่วโมง เมื่ออาการไข้ทุเลาจึงให้ยารักษามาลาเรีย และหลังจากนั้นควรให้ผู้ป่วยนอนพักสัก 1-2 ชั่วโมง ไม่ควรลุกหรือเดินทันที เพราะอาจเกิดอาการเวียนหัว (ความดันโลหิตต่ำ) และอาเจียนได้

5. ผู้ป่วยที่มีอาการไข้และหนาวสั่นมาก ถ้าไม่ได้ประวัติติดเชื้อมาลาเรีย (เช่น ไม่ได้เข้าป่า หรือรับเลือด) อาจมีสาเหตุจากโรคอื่นก็ได้ ที่พบได้บ่อยก็คือ กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน นอกนั้นก็อาจมีสาเหตุจากโรคปอดอักเสบระยะ 24 ชั่วโมงแรก ท่อน้ำดีอักเสบ สครับไทฟัส เล็บโตสไปโรซิส โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น จึงควรตรวจดูอาการให้ถ้วนถี่ด้วย

15
motor expo 2025 The all-new, fully electric Audi S6 e-tron เปิดตัวแล้วในไทย ทรงพลังที่สุด ออปชันจัดเต็ม พละกำลัง 551 แรงม้า ด้วย 2 รุ่น คือ Avant และSportback ในราคา 5.899 ล้านบาท

อาวดี้ ประเทศไทย ยกระดับไปอีกขั้น ปูทางสู่ความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ Product Offensive มุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่มีเอกลักษณ์และโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาดีไซน์ทันสมัย สมรรถนะการขับขี่ที่  เร้าใจ และการใช้งานที่ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ อาว้านท์ (Avant) ถือเป็นอีกหนึ่งไอคอนโมเดลที่ อาวดี้ ประเทศไทย เลือกเปิดเกมรุกตลาดรถยนต์พรีเมียม และตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Performance Car ครั้งแรกที่อาวดี้ได้นำ Avant legacy รูปทรงที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเอกลักษณ์ผสานกับสมรรถนะของรถไฟฟ้า e-tron ไอคอนโมเดลที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกชื่นชอบ ครั้งนี้ถูกนำเสนอในรูปแบบรถ Performance ในตระกูล S model ถูกออกแบบและพัฒนาให้เป็น Avant ที่ทรงพลัง ขับสนุกและสมบูรณ์แบบที่สุด รถในสไตล์ Avant ได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ถือเป็นรุ่นที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกรอคอย พร้อมเปิดตัว 2 รุ่น คือ Audi S6 Avant e-tron quattro และ Audi S6 Sportback e-tron quattro

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron เป็นการนำเสนอไอคอนโมเดลในตระกูล Avant ที่ผสมผสานความเป็นเอกลักษณ์กับสมรรถนะของรถไฟฟ้า e-tron ที่แฟนอาวดี้ทั่วโลกเฝ้ารอคอย โดยการเปิดตัวครั้งนี้อาวดี้ได้ยกระดับAvant ในตระกูล S model เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด
 

Audi S6 Avant e-tron quattro โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์แห่ง Avant ดีไซน์เสา D ใหม่ ออกแบบให้มีความลาดเอียงมากขึ้น เส้นกรอบกระจกที่วิ่งยาวรอบตัวรถ เสริมมิติให้ตัวรถดูพุ่งทะยานและปราดเปรียวกว่าเดิม สะท้อนความเป็นPerformance Car เข้ากับลุคสปอร์ตพรีเมียมได้อย่างลงตัว Audi S6 Avant e-tron ยังมอบความอเนกประสงค์เหนือระดับด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ 1,422 ลิตร

Audi S6 Sportback e-tron quattro อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาความพรีเมียมและความเร้าใจในทุกเส้นทาง ดีไซน์สปอร์ต 4 ประตู เน้นเส้นสายอันเฉียบคม ผสานดีไซน์ด้านท้ายที่ลาดเอียง ช่วยเสริมความสปอร์ตและความล้ำสมัยให้กับตัวรถ มาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่กว้างขวางถึง 1,330 ลิตร ตอบโจทย์ทุกการขับขี่ พร้อมให้คุณสัมผัสความสะดวกสบายอันเหนือระดับ

การออกแบบที่ลงตัว

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron ตกแต่งภายนอกแบบ S model รอบคัน ด้วยสี matte aluminum สะท้อนความเป็นรถ Performance อย่างเต็มขั้น มาพร้อมล้อดีไซน์ใหม่ multi-spoke S ขนาด 21 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง


โดดเด่นด้วยไฟหน้า Matrix LED พร้อมเอฟเฟกต์ไฟ Digital light signatures หน้า-หลัง ที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้มากถึง 8 รูปแบบ เพิ่มความสปอร์ตด้วยไฟท้าย Digital OLED พร้อม taillight signatures ที่พาดยาวทั้งตัวรถด้านหลังและเสริมความล้ำสมัยด้วย Illuminated Audi rings โลโก้ไฟเรืองด้านหลังแบบ 2 มิติ

ภายในตกแต่งด้วย Carbon Square Structure พร้อมตกแต่งตราสัญลักษณ์ S ที่พวงมาลัย เบาะคู่หน้า และกาบประตูทั้ง 2 ฝั่ง มอบ DNA ความสปอร์ตตามแบบฉบับ S model

ที่สุดแห่งสมรรถนะ S model จากขุมพลังไฟฟ้า e-tron

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron ยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นแรกในรูปทรง Avant ที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้แพลตฟอร์มไฟฟ้าระดับพรีเมียม (Premium Platform Electric – PPE) ตามมาตรฐานรถไฟฟ้าเจเนอเรชั่นใหม่จาก Audi ช่วยยกระดับการขับขี่ในทุกมิติ Audi S6 e-tron มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้พละกำลังสูงสุดถึง 551 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 855 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที ให้สมรรถนะเทียบเคียงกับรถ High Performance อย่าง Audi RS 6 Avant performance ที่ต่างกันแค่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุด 240 กม. / ชม. มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยช่วงล่างถุงลมแบบสปอร์ต Adaptive S air suspension ที่ออกแบบพิเศษเพื่อให้เหมาะกับสมรรถนะของ S model สามารถปรับสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและไดนามิกได้ตามต้องการ ทำงานคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ e-quattro มอบการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้นและการขับขี่ที่สนุกมั่นใจยิ่งกว่าเดิม

Audi S6 e-tron ให้ระยะการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ไกลถึง 647 กิโลเมตร (WLTP) ในรูปทรง Avant และ 675 กิโลเมตร (WLTP) ในรูปทรง Sportback พร้อมรองรับการชาร์จเร็วสูงสุด 270 kW ด้วยกระแสไฟ DC โดยใช้เวลาเพียง 21 นาที ในการชาร์จจาก 10-80% พร้อมออกเดินทางได้อย่างรวดเร็ว
 
ครบครันด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยเพื่อตอบสนองการใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

Audi ออกแบบเทคโนโลยีฟังก์ชันเพื่อตอบสนองการใช้งานได้อย่างสะดวกสบายสูงสุด รวมถึงการใช้วัสดุที่พรีเมียมทั้งผิวสัมผัสและการออกแบบที่ทันสมัย โดยมีจุดเด่น ดังนี้
Switchable Panoramic Glass Roof หลังคากระจกพาโนรามิคที่สามารถปรับการใช้งานได้มากถึง 6 รูปแบบ พร้อม UV Sunscreen เพื่อป้องกันแสงแดดและรังสียูวี

เบาะคู่หน้าแบบสปอร์ต ตกแต่งด้วยลาย Waterfall stitching และสัญลักษณ์ S มาพร้อมระบบปรับไฟฟ้าและฟังก์ชันบันทึกตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่
มอบความเอ็กซ์คลูซีฟภายในห้องโดยสารด้วย Dynamic interaction light ที่แสดงเอฟเฟกต์ไฟตามการ  ขับขี่ เช่น การเปิดไฟเลี้ยว และแสดงระดับแบตเตอรี่ขณะชาร์จ
Smart Door Panel แผงควบคุมอัจฉริยะที่ประตูข้างคนขับ จุดศูนย์รวมของฟังก์ชันสำคัญต่างๆ ในรถ
ระบบเครื่องเสียงพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ รายล้อมด้วยลำโพง 17 ตำแหน่ง

หน้าจอ Curved MMI Panoramic Display ที่โค้งเข้าหาผู้ขับขี่ เพื่อการใช้งานที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น มาพร้อม Audi virtual cockpit plus ขนาด 11.9 นิ้ว หน้าจอระบบสัมผัส MMI touch display ขนาด 14.5 นิ้ว และ MMI front passenger display ขนาด 10.9 นิ้ว มอบความเพลิดเพลินให้ผู้โดยสารตลอดการเดินทาง

Augmented Reality Head-Up Display ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้าแบบเสมือนจริง เช่น ระบบช่วยขับขี่ ระบบนำทาง และสัญญาณเตือนต่างๆ โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน อีกทั้งยังสามารถปรับตำแหน่งของภาพให้เหมาะสมกับมุมมองของผู้ขับขี่ได้ตามต้องการ

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแบบสปอร์ต ดีไซน์ตัดบนและตัดล่าง พร้อม Paddle shift และตราสัญลักษณ์ S
ฝากระโปรงหน้ามาพร้อมระบบเปิดอัตโนมัติแบบ Gesture Control เพียงปัดมือผ่านฝากระโปรงหน้าเหนือโลโก้ Audi rings

ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้า (Frunk) ขนาด 27 ลิตร
Projection Light ไฟแสดงตำแหน่งสำหรับการเตะเปิด-ปิดฝาท้ายแบบอัตโนมัติ
ระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ และระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยและครบครัน
ระบบควบคุมความเร็วแปรผันและรักษาระยะห่างด้านหน้า (Adaptive cruise control with Stop&Go function)
ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุแบบด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง (Proactive occupant protection, front side and rear)
แจ้งเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Front emergency brake assist)
ระบบช่วยหักเลี้ยวพวงมาลัยในกรณีฉุกเฉิน (Swerve assist)
ระบบช่วยเบรกเมื่อเลี้ยวรถที่ทางแยก (Turn assist)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านหน้ารถเมื่ออยู่ทางแยก (Front cross traffic assist)
ระบบแจ้งเตือนระยะห่างจากรถคันหน้า (Distance warning)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross-traffic assist)
ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (Lane change warning)
ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Lane departure warning)
ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถ เมื่อจะเปิดประตูลงจากรถ (Exit warning)
ระบบเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Fatigue warning)
กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (360-degree cameras)
ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (Park assist plus)

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron สุดยอดยนตรกรรมที่ผสมผสานความลงตัวและความสมบูรณ์แบบ ด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Avant สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของ Audi ควบคู่กับสมรรถนะอันทรงพลังของเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า e-tron เต็มเปี่ยมไปด้วย DNA จาก Audi Sport เสริมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานได้อย่างครบครัน อีกทั้งยังมี Body type แบบ Sportback อีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์สปอร์ตที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น เปิดให้จองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมอาวดี้ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวในราคา
Audi S6 Avant e-tron quattro เปิดตัวในราคา 5,899,000 บาท
Audi S6 Sportback e-tron quattro เปิดตัวในราคา 5,899,000 บาท

The all-new, fully electric Audi S6 e-tron มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี
Malpelo blue, metallic (สีใหม่)
Siam beige, metallic
Glacier white, metallic
Mythos black, metallic
Plasma blue, metallic
Daytona grey, pearl effect*
 (*สีพิเศษเพิ่มเติมจากราคามาตรฐาน 50,000 บาท ซึ่งราคาข้างต้นได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)

หน้า: [1] 2 3 ... 32
ลงประกาศฟรี ติด google ลงโฆษณา ขายของ ฟรี โพสต์ฟรี ลงประกาศฟรี ขายฟรี ขายบ้าน ขายที่ดิน ขายคอนโด ประกาศฟรี ขายฟรี ขายรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารเสริม เครื่องสำอางค์ สถานที่ท่องเที่ยว เว็บประกาศฟรี ติดอันดับ Google